เกษตรฯผ่านร่างยุทธศาสตร์แข่งขันกล้วยไม้ไทย
รมว.เกษตรฯผ่านร่างยุทธศาสตร์การแข่งขันกล้วยไม้ไทยในตลาดโลก พ.ศ.2554 – 2559 กำหนด 4 กลยุทธ์หลักหวังเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการส่งออกจาก 2,800 ล้านในปี 51 เป็น 10,000 ล้านในปี 2559…
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มีการพิจารณาเห็นชอบในหลักการร่างยุทธศาสตร์การแข่งขันกล้วยไม้ไทยในตลาดโลก พ.ศ. 2554-2559 ซึ่งได้กำหนดกลยุทธ์ดำเนินการ 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านตลาดส่งออก 2. กลยุทธ์ส่งเสริมการผลิตกล้วยไม้คุณภาพให้มีความหลากหลาย ด้านสายพันธุ์ 3. กลยุทธ์พัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรม และ 4. กลยุทธ์การพัฒนาองค์กร เช่น สร้างศูนย์กลางให้บริการกล้วยไม้แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งทั้ง 4 กลยุทธ์ดังกล่าวจะใช้งบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 305 ล้านบาท เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเพิ่มมูลค่าการส่งออกกล้วยไม้จาก 2,800 ล้านบาทในปี 2551 เป็น 10,000 ล้านบาทในปี 2559.
ขอบคุณที่มาของเนื้อหา จาก http://www.thairath.co.th/content/edu/62813
เอื้องดอกมะขาม Dendrobium venustum (ลำยาว)
November 13, 2009 by กล้วยไม้
Filed under สายพันธุ์กล้วยไม้
สำหรับกล้วยไม้สกุลเอื้องดอกมะขาม(เอื้องข้ามเหนียวลิง) นั้น ว่ากันว่า มีสองชนิดด้วยกันคือ Dendrobium venustum (ลำยาว) และ Dendrobium delacourii (ลำสั้น) ซึ่งตอนแรกผมเองก็งง แต่ก็พบมากทั้งสองชนิดครับ วันนี้เลยเอาชนิดลำยาวมาฝากกันครับ รูปอาจไม่ดีเท่าไหร่นะครับ กล้องผมถ่ายอะไรใกล้ ๆ ไม่ดีเท่าไหร่
หลายคนถามว่าดอกมะขามนี่เปรี้ยวเหมือนมะขามหรือว่าดอกเหมือนดอกมะขาม ก็ดูเองนะครับ แฮะ ๆ ไม่เปรี้ยวแน่ ๆ ละครับ
ข้อมูลสายพันธุ์กล้วยไม้
เอื้องดอกมะขาม (Dendrobium delacourii Guil.)
เอื้องดอกมะขาม เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยอยู่ในสกุล Dendrobium มี 2 ชนิด คือ Dendrobium venustum (ลำยาว) และ Dendrobium delacourii (ลำสั้น) เป็นสกุลที่มีมากที่สุด ในประเทศไทยมีมากกว่า 150 ชนิด และทุกชนิดเป็นไม้อิงอาศัย…
เอื้องดอกมะขามมีลักษณะลำรูปไข่ จะมีดอกในช่อประมาณ 8-10 ดอกหรือมีมากกว่านี้
แล้วแต่การดูแล-บำรุงใส่ปุ๋ย ดอกจะมีขนาดเล็กประมาณ 1.5-2 ซม.
ฤดูกาลออกดอก Dendrobium delacourii (ลำสั้น) : เมษายน-มิถุนายน
ฤดูกาลออกดอก Dendrobium venustum (ลำยาว) : กรกฎาคม-สิงหาคม
การบานของดอก : บานทนนานหลายสัปดาห์
ข้อมูลจาก - OrchidNeverDie งาม…บ่มิคลาย bloggang
เจ้าต้นนี้ผมปลูกไว้กับไม้หน้าสามตัดยาวสัก 30 เซนติเมตรครับ กอใหญ่ขึ้นทุกปี เป็นกล้วยไม้ที่แปลกกว่าต้นอื่นคือ ตอนออกดอกใบไม่ร่วง พอออกดอกแล้วใบร่วงตอนหน้าหนาว..
![]()
![]()
ม้าวิ่ง Doritis pulcherima Lindl.
November 13, 2009 by กล้วยไม้
Filed under สายพันธุ์กล้วยไม้
ม้าวิ่งต้นนี้สีซีดหน่อยเกือบเผือกครับ แฮะ ๆ แต่ก็สวยไปอีกแบบ
ไม่ได้อัพเดทเว็บกล้วยไม้มาซะนาน วันนี้เลยขออัพเดทสายพันธุ์กล้วยไม้กลายโพสหน่อยละกันนะครับ อย่าพึ่งเบื่อละกันนะครับ ปีนี้ (2552) บ้านผมมีลูกอ่อน เลยไม่ได้ลงยากล้วยไม้เท่าไหร่ แลนเนทไม่เคยได้ลงเลย ไรแดง แมลงต่าง ๆ เล่นงานซะอ่วม ม้าวิ่งกอใหญ่ ๆ เกือบยี่สิบช่อ ให้ดูดอกได้ไม่ถึง 1 ช่อ อิอิ
ก็เอามาให้ดูได้แค่นี้เองครับ ทน ๆ ดูหน่อยนะครับ ปีหน้า 2553 เอาใหม่ครับ
- ม้าวิ่ง สีขาว เกือบเผือก
- สำหรับม้าวิ่ง ดอกจะห่าง ๆ กันไม่ชิดกันเหมือนแดงอุบล แต่ก็สวยไปอีกแบบครับผม...
- ม้าวิ่งสีเข้มที่พบเห็นได้ทั่วไป ในบรรดากล้วยไม้ป่า กล้วยไม้ไทย ต้นนี้ เจอแมลงเล่นงาน จนช่อดอกเบี้ยว แต่ก็รอเวลาจนผมมาช่วย และก็ออกดอกต่อและดอกบานในที่สุด...(น่าฉงฉาน..)
- ม้าวิ่งต้นนี้สีซีดหน่อยเกือบเผือกครับ แฮะ ๆ แต่ก็สวยไปอีกแบบ
- ม้าวิ่ง
วงศ์ย่อย : Vandoideae
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Doritis pulcherima Lindl.
ชื่อพ้อง : Phalaenopsis pulcherrima ( Lindl. ) J.J. Sm.
ชื่อไทย : ม้าวิ่ง
ชื่ออื่น : หญ้าดอกหิน กล้วยหิน กล้วยไม้ม้า ละเม็ด
ต้น : เป็นกล้วยไม้ดิน มักพบขึ้นเป็นกอใหญ่บนลานหิน ต้นสูง 5 - 12 ซม.
ใบ : ใบรูปรีแกมขอบขนาน แผ่นใบหนาอวบน้ำและค่อนข้างแข็ง สีเขียวถึงแดงคล้ำ ขนาดใบกว้าง 2 - 4 ซม. ยาว 7 - 12 ซม.
ดอก : ช่อดอกออกจากซอกใบ เป็นช่อตั้ง ช่อดอกสูง 15 - 60 ซม. ขนาดดอก 1.5-2 ซม. กลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีความหลากหลายของสี ตั้งแต่สีเกือบขาว ขาวอมชมพู ชมพูอ่อน ไปจนถึงสีม่วงอมชมพูเข้ม กลีบเลี้ยงลู่ไปด้านหลัง กลีบปากมีสีขาวแวมจากโคนกลีบ ดอกบานเต็มที่กว้าง 1.5 - 2 ซม.
ฤดูดอก : มิถุนายน - พฤศจิกายน หรือ เกือบตลอดปี
แหล่งที่พบในประเทศไทย : พบทั่วทุกภาค
เขตการกระจายพันธุ์ : อินเดีย พม่า อินโดจีน และภูมิภาคมาเลเซีย
ม้าวิ่งสีเข้มที่พบเห็นได้ทั่วไป ในบรรดากล้วยไม้ป่า กล้วยไม้ไทย ต้นนี้ เจอแมลงเล่นงาน จนช่อดอกเบี้ยว แต่ก็รอเวลาจนผมมาช่วย และก็ออกดอกต่อและดอกบานในที่สุด...(น่าฉงฉาน..)
สำหรับม้าวิ่ง ดอกจะห่าง ๆ กันไม่ชิดกันเหมือนแดงอุบล แต่ก็สวยไปอีกแบบครับผม...
แดงอุบลDoritis pulcherrima Var. Buyssoniana
November 13, 2009 by กล้วยไม้
Filed under สายพันธุ์กล้วยไม้
หลายคนงงกับว่าแดงอุบลกับม้าวิ่งต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร
วันนี้ว่างเลยเอาภาพแดงอุบลมาให้ชมกันครับ เข้าใจว่า การสับสนน่าจะมาจาก
เว็บไซต์ไม้ประดับออนไลน์ ที่ได้จัดกลุ่ม Doritis แล้วในสกุล Doritis จะมีแดงอุบลและม้าวิ่ง หลายคนเลยอาจคิดว่า Doritis คือ แดงอุบลและม้าวิ่ง ชื่อเดียวกัน ตัวเดียวกัน แต่จริงแล้วมันไม่ใช่น๊ะกิ๊บ มันไม่ใช่ หุหุ
![]()
ลักษณะลำต้นของกล้วยไม้แดงอุบลต่างกับม้าวิ่ง ตรงที่ใบอวบกว่ามาก
ข้อมูลสายพันธ์กล้วยไม้แดงอุบล : ที่มา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ชื่อวิทยาศาสตร์ Doritis pulcherrima Var. Buyssoniana
ชื่อพื้นเมือง แดงอุบล
แหล่งที่พบ อุบลราชธานี (อุทยานแห่งชาติผาแต้ม
และอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย)
อุดรธานี หนองคาย
ช่วงเวลาออกดอก กรกฎาคม - พฤศจิกายน
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
ุกุหลาบกระเป๋าปิดเผือก
November 13, 2009 by กล้วยไม้
Filed under สายพันธุ์กล้วยไม้
หุหุ จะเรียกว่ากล้วยไม้เผือกได้หรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ เพราะมันเยอะเหลือกัน เอาเป็นว่า เรียกว่ากุหลาบกระเป๋าปิดสีขาวละกัน อิอิ บานมาสักพักแล้ว แต่ว่าไม่มีเวลาในการอัพโหลดรูป วันนี้อู้งานหน่อยละกัน นายคงไม่ว่าอะไรนะ หุหุ มาดูรูปกันเลยดีกว่าครับ
จะได้ไม่เสียวเวลามาก อิอิ
![]()
![]()
![]()
![]()
อันนี้ช่อเล็กครับ ตอนยังไม่โตเต็มที่ดอกสีเขียว และตูมนานมาก ๆ เป็นเดือนเลยครับกว่าจะบาน
ข้อมูลสายพันธุ์กล้วยไม้
กุหลาบกระเป๋าปิด
Aerides odorata Lour.
กุหลาบกระเป๋าปิดเป็นกล้วยไม้ชนิดเดียวในสกุลกุหลาบที่ส่วนปลายปากแคบกว่าหู และทั้ง 2 ส่วนพับขึ้นมาปิดเส้าเกสรไว้ พบขึ้นอยู่ทุกภาคของประเทศไทย นอกจากนี้ยังพบในลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า อินเดีย เนปาล และภูฎาน
กุหลาบกระเป๋าปิดมีลำต้นบิดเป็นเกลียวเล็กน้อย ต้นห้อยย้อยลง มักแตกแขนงเป็นหลายยอด ต้นอาจยาวถึง 1 เมตรครึ่ง ใบยาวประประมาณ 15-25 เซนติเมตร กว้าง 2-3 เซนติเมตร เรียงสลับซ้ายขวา ปลายใบหยักไม่เท่ากัน ใบค่อนข้างบางไม่แข็งทื่อ ขอบใบบิดเล็กน้อย โคนใบหุ้มต้น ออกดอกประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ช่อดอกยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตรและห้อยลง แต่ละช่อมีประมาณ 30 ดอก แต่ละดอกกว้างประมาณ 3 เซนติเมตร กลีบดอกเป็นสีขาว ปลายกลีบเป็นสีม่วงอมแดงอ่อนๆ ส่วนปลายปากเป็นสีม่วง เดือยดอกโค้งงอนขึ้นคล้ายเขาดอกมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นดอกกุหลาบและบานนานประมาณ 1-2 สัปดาห์
สำหรับกุหลาบกระเป๋าปิดที่พบทางภาคเหนือ จะมีลักษณะแตกต่างออกไปเล็กน้อย คือต้นจะตั้งตรงและบิดน้อยกว่า ใบสั้นกว่าและหนากว่า ก้านส่งช่อดอกแข็งทำให้ช่อดอกโค้งลงเพียงเล็กน้อย
ที่มา - http://pirun.ku.ac.th/~b4949043/logo7.htm
Liparis resupinata Ridl.
November 5, 2009 by กล้วยไม้
Filed under สายพันธุ์กล้วยไม้
Flower Size .8″ [2 cm]
Found in Assam India, Bangladesh, eastern Himalayas, Nepal, Southern India, western Himalayas, Sikkim, Bhutan, Thailand and South Yunnan Province China in sparse woods at elevations of 1300-2500 meters as a medium sized, cool to warm growing epiphyte with tufted, ovoid-cylindric, sheathed pseudobulbs carrying 2 to 4, alternate, membraneous, linear-lanceolate, acute to acuminate, sessile leaves that blooms in the fall through spring on an arcuate, slender, fractiflex, 3.2″ to 12″ [8 to 30 cm]long, laxly many flowered inflorescence
Synonyms Leptorkis resupinata (Ridl.) Kuntze 1891; Leptorkis ridleyi (Hook.f.) Kuntze 1891; Liparis ridleyi Hook.f. 1889;
References W3 Tropicos, Kew Monocot list , IPNI ; The Orchids of Thailand Seidenfaden & Smitinand 1959 drawing; AOS Bulletin Vol 47 No 8 1978 drawing; AOS Bulletin Vol 47 NO 8 1978 as L ridleyi; The Wild Orchids of China Tsi, Chen & Mori 1997; Orchids of Bhutan Pearce & Cribb 2002
credit article - http://www.orchidspecies.com/lipresupinata.htm
จุหลัน CYMBIDIUM ENSIFO LIUM - กับสรรพคุณทางสมุนไพร
September 24, 2009 by กล้วยไม้
Filed under สายพันธุ์กล้วยไม้
ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากที่นิยมปลูกกล้วยไม้ ขอให้แนะนำกล้วยไม้ชนิดที่มีดอกสวยงามและมีสรรพคุณทางสมุนไพรบ้าง จะได้ซื้อหาไปปลูกประดับชมความงามและใช้ประโยชน์เป็นยา ซึ่งกล้วยไม้ที่มีดอกสวยงามและมีสรรพคุณทางสมุนไพรมีหลากหลายชนิด เคยแนะนำในคอลัมน์ไปบ้างแล้ว บางชนิดมีผู้ขยายพันธุ์เอาต้นออกวางขายแพร่หลาย แต่ก็มีบางชนิดหายาก ไม่มีขายที่ไหน แนะนำไปแล้วต้องเสาะหากันเอาเอง

สำหรับ “จุหลัน” เป็นกล้วยไม้ดินปลูกง่าย หาง่าย มีผู้ขยายพันธุ์ออกวางขายทั้งชนิดที่เป็นเหง้า หัว และเป็นต้น ราคาไม่แพงนัก ซึ่ง “จุหลัน” นอกจากจะมีดอกสวยงาม มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรใช้รักษา “โรคไตพิการ” ได้อีกด้วย โดยในตำรายาพื้นบ้านภาคอีสานระบุว่า ใช้ “ราก” ของ “จุหลัน” จำนวนมากหรือน้อยตามแต่จะหาได้ ล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปต้มกับน้ำจนเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ ยาจืดเมื่อไหร่ เปลี่ยนยาใหม่ต้มดื่มไปเรื่อยๆ จะช่วยทำให้ อาการ “โรคไตพิการ” ดีขึ้น ซึ่งคนที่เพิ่งจะเริ่มเป็นสามารถหายได้
จุหลัน CYMBIDIUM ENSIFO LIUM (L.) SW. ชื่อพ้อง EPIDENDRUM ENSIEFOLIUM L. เป็นกล้วยไม้ดิน ลำต้นหรือลำลูกกล้วยเป็นรูปกระเปาะค่อนข้างกลม สูง 1.5-3 ซม. มีกาบใบหุ้ม ใบเป็นรูปเข็มขัด ปลายใบสอบกว้าง 2.5-3 ซม. ยาว 30-60 ซม. สีเขียวสด
ดอก ออกเป็นช่อตั้งขึ้น โดยช่อดอกออกจากโคนกอ ก้านช่อดอกยาว 20-30 ซม. แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย 10-15 ดอก ลักษณะดอก กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเป็นสีเขียวอมเหลือง มีขีดตามยาวของกลีบสีน้ำตาลแดง 5-7 เส้น กลีบปากเป็นสีเหลืองอ่อน มีแต้มและประสีแดง ดอกเมื่อบานเต็มที่กว้างประมาณ 3-4 ซม. ดอกมีกลิ่นหอม เวลามีดอกเป็นช่อหลายๆช่อ และดอกบานพร้อมกันจะดูสวยงาม และส่งกลิ่นหอมให้ลมพัดโชยเข้าจมูกเป็นที่ชื่นใจมาก ดอกออกช่วงระหว่างเดือนตุลาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป ขยายพันธุ์ด้วยเหง้าพบขึ้นตามป่าดิบเขาทางภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีเขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจุบัน “จุหลัน” มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับสวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณวิรัช” หน้าธนาคารออมสิน และโครงการ 23 แผง “คุณแก้ว-คุณหล้า-คุณนิด” มีทั้งชนิดที่เป็นหัวหรือเหง้าและเป็นต้น ราคาสอบถามกันเองครับ.
“นายเกษตร” - ไทยรัฐ
สิงโตรวงข้าวนก BULBOPHYLLUM
September 23, 2009 by กล้วยไม้
Filed under สายพันธุ์กล้วยไม้
สิงโตรวงข้าวนก BULBOPHYLLUM
กล้วยไม้ชนิดนี้ พบขึ้นอยู่ตามป่าดิบเขาทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ยังพบอีกว่าในประเทศเวียดนาม ลาว พม่า และเขมร ก็มีด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจาก “สิงโตรวงข้าวนก” จะมีดอกสวยงามแล้ว ตามบันทึกของนักพฤกษศาสตร์ได้ ระบุแตกต่างกันตามสายพันธุ์และแหล่งที่พบอีกด้วยว่า ดอกมีกลิ่นหอมต่างกัน บางพันธุ์ ดอกมีกลิ่นคาว หรือ มีกลิ่นหอมไม่เหมือนกัน สำหรับ “สิงโตรวงข้าวนก” ที่แนะนำในคอลัมน์วันนี้ได้สูดดมพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วยืนยันว่า มีกลิ่นหอมสะอาดๆออกกลิ่นเปรี้ยวๆคล้ายกลิ่นหอมของผลระกำสุก ที่คนทั่วไปนิยมรับประทานนั่นเอง หากใครได้สูดดมใกล้ๆแล้ว รับประกันว่าอยากจะรับประทานผลระกำทันที
สิงโตรวงข้าวนก หรือ BULBOPHYLLUM MORPHOLO GORUM F.KRANZL ลักษณะเป็นกล้วยไม้อิงอาศัย สูง 10-15 ซม. ลำลูกกล้วย หรือลำต้นเป็นรูปไข่ ผิวเป็นสันสูง 1-2 ซม. ใบเป็นรูปรี แกมขอบขนานกว้าง 3 ซม. ยาว 13-15 ซม. มีจำนวน 1 ใบ ต่อ 1 ลำต้น ใบสีเขียวสด
ดอก ออกเป็นช่อตั้งจากโคนกอ ก้านช่อดอกยาว 15-20 ซม. ปลายช่อดอกโค้งงอลงประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กเรียงกันหนาแน่น กลีบเลี้ยงสีครีม มีประสีน้ำตาลแกมม่วง กลีบดอกขนาดเล็ก เป็นสีครีม กลีบปากเป็นสีเหลือง มีประสีน้ำตาล ดอกเมื่อบานเต็มที่กว้างประมาณ 0.7 ซม. ดอกมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นหอมของผลระกำสุกตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งกลิ่นของ “สิงโตรวงข้าว” จะแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนกัน บางชนิดมีกลิ่นคาว อยู่ที่สายพันธุ์ และแหล่งที่พบ ส่วน “สิงโตรวงข้าวนก” ที่เสนอในคอลัมน์วันนี้เป็นสายพันธุ์ที่พบในประเทศไทยทางภาคเหนือ ดอกจะออกช่วงระหว่างเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ ปีถัดไป ขยายพันธุ์ด้วยการแยกต้น
ปัจจุบัน “สิงโตรวงข้าวนก” ที่มีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นหอมผลระกำสุก มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณ แผง “คุณวิรัช” หน้าธนาคารออมสิน แต่ละต้นกำลังมีดอก สามารถสูดดมพิสูจน์กลิ่นก่อนซื้อได้ ราคาสอบถามกันเอง นิยมปลูกลงกระถางกล้วยไม้ ชนิดแขวน หรือปลูกให้ต้นเกาะซากไม้แห้งรูปร่างแปลกๆมีวางขายทั่วไป หลังปลูกนำไปแขวนในที่แจ้ง มีลมพัดโกรกได้ดีตลอดทั้งวัน รดน้ำเช้าเย็น บำรุงปุ๋ยกล้วยไม้ละลายน้ำฉีดพ่นทุกส่วนอย่างสม่ำเสมออาทิตย์ละครั้ง จะทำให้ “สิงโตรวงข้าวนก” แตกแขนงต้นเพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็นกอใหญ่ และมีดอกดกสวยงามพร้อมส่งกลิ่นหอมเป็นกลิ่นหอมผลระกำสุก ให้สูดดมเป็นที่ประทับใจมากเมื่อถึงฤดูกาลมีดอกครับ.
“นายเกษตร” - ไทยรัฐ
ความรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้
September 22, 2009 by กล้วยไม้
Filed under เทคนิคการปลูกเลี้ยง
กล้วยไม้
ประเด็นเทคโนโลยีที่ควรถ่ายทอด
1. การผลิตกล้วยไม้ที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้างและปลอดศัตรูพืช
2 .การผลิตกล้วยไม้ที่มีคุณภาพ มีจำนวนดอกบานตามมาตรฐานและมีอายุการใช้งานนาน
เนื้อหา
1. การผลิตกล้วยไม้ที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้างและปลอดศัตรูพืช
1.1 การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน
1.1.1 ปรับสภาพโรงเรือนให้มีการระบายอากาศดี
1.1.2 หลีกเลี่ยงการปลูกและกำจัดพืชอาศัยของศัตรูกล้วยไม้บริเวณใกล้โรงเรือนและรักษาความสะอาดภายในโรงเรือน เพื่อลดแหล่งอาศัยของโรคและแมลงศัตรู
1.1.3 วินิจฉัยชนิดของโรคและศัตรูกล้วยไม้อย่างถูกต้อง
1.1.4 เลือกใช้ชีวินทรีย์เพื่อควบคุมการระบาดของโรคและแมลงศัตรูแทนการใช้สารเคมี
1.1.5 ใช้สารเคมีเฉพาะที่จำเป็น โดยเลือกชนิดที่ถูกต้องและใช้ตามคำแนะนำ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ความรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้
ที่มาจาก doe.go.th
ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้
September 22, 2009 by กล้วยไม้
Filed under เกี่ยวกับกล้วยไม้
ความรู้ทางด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
อาคารปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช งานปฏิบัติการวิทยาศาสตร์กลาง
สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
**************
+++++++ประโยชน์การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช+++++++
ปัจจุบันนี้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมีบทบาทอย่างมากทั้งในด้านการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และด้านการแพทย์ ด้วยเหตุนี้จึงขอกล่าวถึงประโยชน์ของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเป็นข้อ ๆ ดังนี้
เพื่อการขยายพันธุ์
โดยอาศัยอาหารสูตรที่สามารถเพิ่มจำนวนต้นเป็นทวีคูณจากไดอะแกรมประกอบ จะเห็นว่าจากที่เราเริ่มต้นทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นพืชเพียงต้นเดียว และทำการย้ายเนื้อเยื่อเดือนละครั้ง และแต่ละเดือนต้นพืชสามารถเพิ่มจำนวนต้นได้ 10 ต้น เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 6 เดือน เราสามารถผลิตต้นพืชในหลอดทดลองได้ถึง 1 ล้านต้น ซึ่งไม่มีวิธีอื่นใดที่จะ ผลิตต้นกล้าพืชให้ได้ปริมาณมากและรวดเร็วเช่นนี้
เพื่อการปรับปรุงพันธุ์
ในการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช สามารถคัดเลือกสายพันธุ์พืช เพื่อการผลิตพืชพันธุ์ต้านทาน (resistant plant) สามารถที่จะชักนำให้เกิดความต้านทานขึ้นในต้นพืช โดยการเพาะเลี้ยงในอาหารที่มีเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น การสร้างพันธุ์ต้านทานต่อสารพิษของโรค ต้านทานต่อแมลง หรือต้านทานต่อยากำจัดวัชพืช เป็นต้น หรือเพื่อการผลิตพืชพันธุ์ทนทาน (tolerance plant) ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชสามารถที่จะคัดสายพันธุ์ทนทานได้จากการจัด เงื่อนไขของอาหารและสภาวะแวดล้อม เช่น การคัดเลือกสายพันธุ์พืชทนเค็มจากการเลี้ยงเนื้อเยื่อในอาหารที่มีส่วนผสม ของเกลือ การคัดเลือกสายพันธุ์ทนต่อดินเปรี้ยวจากการเลี้ยงในอาหารที่มีสภาพเป็นกรด การคัดสายพันธุ์ที่ทนร้อนโดยการเพาะเลี้ยงในสภาพที่มีอุณหภูมิสูง เป็นต้น
โดยการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ แล้วคัดเลือกเอาสายพันธุ์ดีไว้ ซึ่งอาจทำได้โดยการใช้สารเคมี การฉายรังสี การตัดต่อยีนส์ (DNA ricombination) และการย้ายยีนส์ (gene transformation) ยังเปิดโอกาศให้สามารถใช้ประโยชน์ในการสร้างพืชสายพันธุ์ใหม่ (transgenic plants) ที่ต้องการในพืชบางชนิด
เพื่อการผลิตพืชที่ปราศเชื้อไวรัส (Virus-free plant propagation)
ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการผลิตพืช คือ โรค ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากเชื้อรา แบคทีเรีย หรือไวรัส ต้นพืชที่ผลิตได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะปราศจากเชื้อราและแบคทีเรีย เป็นอันดับแรก เพราะถ้าหากว่ามีอนุภาคของเชื้อเหล่านั้นตกลงไปในอาหารเลี้ยงเนื้อเยื่อ ก็จะแสดงอาการปนเปื้อนของเชื้อ (contamination) เพราะทั้งอนุภาคของแบคทีเรียและสปอร์ของราสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวด เร็วบนอาหารและจะปรากฎกลุ่ม colony ของจุลินทรีย์เหล่านั้น ที่สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า เราจึงสามารถเก็บออกมาขจัดทิ้งได้ ส่วนในกรณีของการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กมาก และจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ก็ต่อเมื่ออาศัยอยู่ในเซลล์ชนิดอื่น ฉะนั้นต้นพืชที่มีการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสจึงไม่แสดงอาการปนเปื้อนให้เห็น สามารถทราบได้ก็ต่อเมื่อเกิดอาการบนต้นพืช ดังนั้นก่อนทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะต้องคัดเลือกและตรวจสอบเนื้อเยื่อ ชิ้นส่วนของพืชที่นับว่ามีความปลอดจากเชื้อไวรัสมากที่สุด คือ apical meristem ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่บริเวณปลายยอดของลำต้น และเนื้อเยื่อของคัพภะ (embryo) ที่อยู่ในเมล็ด อันเนื่องจากอนุภาคของไวรัสสามารถเคลื่อนย้ายได้ทางท่ออาหาร (phloem) และ ท่อน้ำ (xylem) แต่เนื้อเยื่อดังกล่าวไม่มีท่อน้ำและท่ออาหารที่จะติดต่อกับ ส่วนอื่น ๆ ของต้นพืช
เพื่อการผลิตสารทุติยภูมิ (Secondary metabolite)
พืชบางชนิดสามารถให้สารที่มีคุณสมบัติทางยา หรือมีประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรม แต่ในบางครั้งปริมาณเนื้อสารที่ต้องการมีอยู่ในปริมาณน้อยมาก จะต้องใช้ชิ้นส่วนพืชจำนวนมากนำมาสกัดแยก การเพาะเลี้ยงเซลล์หรือเนื้อเยื่อของพืชเหล่านั้น ในสภาพแวดล้อมและอาหารที่เหมาะสมก็อาจชักนำให้เกิดการสังเคราะห์สารที่เรา ต้องการได้มากขึ้น
เพื่อการศึกษาทางชีวเคมีและสรีรวิทยาของพืช (Biochemical and Physiology study)
ต้นพืชที่เลี้ยงในหลอดทดลองนั้นสามารถที่จะติดตามการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ง่ายและอย่างใกล้ชนิด เช่น การศึกษาการตอบสนองของเนื้อเยื่อพืชต่อยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช หรือต่อสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และการควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ในหลอดทดลองทำได้ง่ายได้กว่าแปลงทดลอง
เพื่อการเก็บรักษาพันธุ์พืช (Germplasm conservation, gene bank)
ปัจจุบันพืชพรรณหลายชนิดได้สูญพันธุ์ไปหรือกำลังจะสูญพันธุ์ไปอย่างน่าเป็นห่วง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมหรือเกิดจากการทำลายของมนุษย์เอง ด้วยเหตุนี้นักเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชจึงได้พยายามคิดหาวิธีที่จะเก็บรักษาพืชพรรณต่าง ๆ ไว้ในหลอดทดลอง โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในอาหารที่มีส่วนผสมของสารชะลอการเจริญเติบโตบางชนิด หรือมีสารที่ทำให้เกิดความเครียดของน้ำขึ้นในหลอดทดลอง ทำให้พืชมีการเจริญเติบโตในอัตราที่ช้ามาก ๆ เพื่อเป็นการประหยัดแรงงาน เวลา และอาหารในการที่จะต้องทำการย้ายเนื้อเยื่อบ่อย ๆ จนกว่าเมื่อใดที่ต้องการจะเพิ่มปริมาณเนื้อเยื่อนั้นสามารถย้ายลงเลี้ยงในอาหารสูตรปกติของพืชชนิดนั้น ๆ อีกวิธีหนึ่งก็คือ การเก็บรักษาเนื้อเยื่อไว้ในไนโตรเจนเหลวที่ อุณหภูมิต่ำถึง -196 องศาเซลเซียส ในสภาพเช่นนี้เซลล์และเนื้อเยื่อจะคงสภาพและมีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน…
ดาวน์โหลด E-book การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้ ฉบับเต็มได้ที่นี่ -> E-book tisue orchids ไฟล์ microsoft word .doc
ขนาด 516kb
เป็นเนื้อหาที่ผมกอปปี้ไว้ในเครื่องตอนสมัยอยากทำแลปกล้วยไม้นะครับ
ว่างนิดหน่อยเลยเอามาให้โหลดไปอ่านกันครับ…
ขอบคุณที่มาจาก : สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล

