แคทลียาช่อ ดอกสีชมพู
November 12, 2009 by กล้วยไม้
Filed under รูปกล้วยไม้
เอากล้วยไม้แคทลียาช่อ ดอกสีชมพู จำชื่อไม่ได้แล้วครับ แฮะ ๆ เอามาให้ชมครับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่ได้อัพเดทเว็บกล้วยไม้เลย แฮะ ๆ ขออัพเดทแบบเนื้อหานิดเดียว เน้นรูปละกันนะครับ อิอิ จัดไป….
![]()
![]()
![]()
![]()
แคทลียาดอกสีเหลือง
July 24, 2009 by กล้วยไม้
Filed under รูปกล้วยไม้
วันนี้เอารูปเจ้าแคทลียา รัตนโกสินทร์ มาให้ชมครับ ออกแนวสีเหลืองครับ ดอกรกไปนิด ถ้าออกดอกสองดอกจะฟอร์มสวย นี่ออกสี่ดอกเลยเบียดกัน
ผมก็จัดระเบียบดอกไม่เป็นเสียด้วยสิ อิอิ
ติชมได้เลยครับ ผมเองก็มือใหม่กล้วยไม้ครับผม เซียนผ่านมาอย่าพึ่งตกใจว่าทำไมกล้าโชว์ อิอิ ก็ผมบ้าโชว์(กล้วยไม้)นี่นา…
แคทลียาลูกผสม จ๋วยมั้ย?
July 23, 2009 by กล้วยไม้
Filed under รูปกล้วยไม้
นำรูปกล้วยไม้เก่า ๆ มาให้ชมกันอีกแล้วครับ มีแต่กล้วยไม้พื้น ๆ ครับบ้านผม แต่ก็อยากโชว์ง่ะ อิอิ สำหรับเจ้าแคทลียาสีขาวปากม่วงแดง เอ? หรือชมพูหว่า ผมว่าชมพูดีก่านะ หุหุ เป็นลูกผสมระหว่าง อาหมัดชิกี้ x อิวาร์ดแมคโดนอล ผมซื้อมาจากร้านพี่เฟิร์นโคราชครับ สวยมั้ย? ไม่คุยมากครับ ดูรูปอย่างเดียวเลย อิอิ
ตอนแรกผมติดฝักไว้นะครับ แต่ไม่มีปัญญาส่งเพาะ เลยปล่อยให้แตกไป แฮะ ๆ
นำเจ้าแคทลียา อารมณ์โกลด์ ต้นพี่มาก พระขโนง เอ้ย ต้นช่างมาก มาเป็นพ่อ
6. การปลูกและดูแลกล้วยไม้สกุลแคทลียา , ฟาแลนนอฟซิส
March 23, 2009 by กล้วยไม้
Filed under เทคนิคการปลูกเลี้ยง
การปลูกและดูแลกล้วยไม้ชนิดต่าง ๆ ที่ผลิตโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

6. การปลูกและดูแลกล้วยไม้สกุลแคทลียา , ฟาแลนนอฟซิส
1. นำพืชออกจากขวดโดยการทุบก้นขวด จากนั้นล้างเศษวุ้นที่ติดมากับต้นกล้วยไม้ออกไป
2. วัสดุอนุบาลใช้ตุ้มมะพร้าว หรือกาบมะพร้าวสับ
3. ภาชนะปลูกใช้กระถางดินเผาหรือกระถางพลาสติก
4. ให้ปุ๋ยสูตร 21-21-21 สลับกับสูตร 10-20-30 อัตรา 200-250 กรัม/น้ำ 100 ลิตร ทุก ๆ 7 วัน สภาพแสงประมาณ 50-60% (TJorchid : ความคิดของผมฟาแลนแสงน้อยหน่อยนะครับ ประมาณ 40% ก็น่าจะพอ..)
5. เปลี่ยนกระถางเมื่อกล้วยไม้มีขนาดกอใหญ่และขยายพันธุ์โดยวิธีแยกกอ
6. ให้น้ำช่วงเช้า 06.00 ? 09.00 น. หากฝนตกควรงดการให้น้ำ ในฤดูแล้งอาจให้น้ำเพิ่มมากกว่า 1 ครั้ง / วัน
(TJorchid : ฟาแลนชอบชื้นแต่ไม่แฉะ แคทลียาชอบแดด ๆ หน่อย ชื้น ๆ พอประมาณ)
หมายเหตุ :
– (แสง 100 % คือไม่มีแสลน เพราะฉะนั้นถ้าแสง 40 % คือใช้แสลน 60%)
– (สูตร 21 ? 21 ? 21 ปุ๋ย N ? P ? K จำนวน 21 ? 21 ? 21 นับจำนวนตัวเลข ถ้าตัวหน้าสูงกว่าตัวอื่น ๆ เรียกสูตรหน้าสูง ถ้าตัวกลางสูง เรียกกลางสูง ถ้าตัวหลังสูง เรียกสูตรหลังสูง ถ้าเท่ากันหมด เช่น 21 ? 21 ? 21 เรียกสูตรเสมอ(ภาษาพูดนะจ๊ะ) รายละเอียดโดยคร่าว ๆ คือ N(ไนโตรเจน) ? บำรุงต้นและใบ P(โพแทสเซียม) ? กระตุ้นตาดอกและราก K(ฟอสฟอรัส) – เพิ่มความสมบูรณ์ของสีและขนาดดอก)
– เครื่องปลูก คือ วัสดุปลูก เช่น ถ่าน , กาบมะพร้าว , หิน
– สำหรับตัวผมเอง กล้วยไม้บางชนิดจะต้องผึ่งตะกร้าปรับสภาพก่อนประมาณ 1 สัปดาห์ ? 2 เดือน
การหั่นลำแคทลียา
March 9, 2009 by กล้วยไม้
Filed under เทคนิคการปลูกเลี้ยง
วันนี้มาอัพเดทการหั่นลำแคทรียากันครับ เพื่อว่าเพื่อน ๆ (ขอเรียกว่าเพื่อน ๆ ละกันนะครับ เพื่อนชาวเว็บฯไง) จะได้หั่นลำกล้วยไม้
เพื่อแบ่งขยายพันธุ์ได้นะครับ
ขั้นที่ 1 : หาแคทรียาที่มีลำเยอะ ๆ มองดูว่าพอจะแบ่งลำได้แล้ว ดูแน่นกระถางเกินไป อยากจะเพิ่มปริมาณ ก็จัดการมาเลยครับ

ภาพที่ 1 : จะเห็นว่าเจ้าต้นนี้เริ่มรกแล้ว(ตกขอบกระถาง) ตะไคร่น้ำก็เริ่มเยอะซะนี่ ก็เลยขอแบ่งเค้าหน่อย
อุปกรณ์ที่เราต้องมีนะครับ
(1) กรรไกรตัดกิ่ง หาไม่ได้ใช้คัดเตอร์แบบผมก็ได้
(2) น้ำยาฆ่าเชื้อ อาจจะใช้สำลีจุ่มแอลกอฮอร์
แทนก็ได้ครับ (น้ำยาฆ่าเชื้ออาจใช้ ไฮเตอร์ก็ได้ครับ จุ่มไว้สักพัก แล้วก็ล้างน้ำสัก 3 รอบ ก็ให้สะอาด อิอิ แต่ส่วนใหญ่เค้าจะใช้โปวิดีน
(น้ำยาล้างแผล) ผสมน้ำ แล้วก็จุ่มทิ้งไว้สักพัก ค่อยนำมาใช้ตัดครับ)
(3) ปูนแดง (ปูนทานหมาก)
ขั้นที่ 2 : นำคัตเตอร์หรือไกรตัดกิ่งทำการฆ่าเชื้อเสียก่อน
+ ใช้สำลีจุ่มแอลกอฮอร์ 70% เช็ดบริเวณใบมีด หรือ
+ นำน้ำใส่ขัน หยดน้ำยาฆ่าเชื้อ (โปวิดีน ก็ได้) สักนิดหน่อย แล้วนำมีดหรือกรรไกรไปแช่ไว้สัก 5 นาที หรือ
+ นำไฮเตอร์ (น้ำยาซักผ้าขาว ฆ่าเชื้อโรคได้ 95%) สักครึ่งฝา ผสมน้ำ สัก 1 ลิตร แล้วน้ำมีดหรือกรรไกรไปแช่ ไว้นักพัก นำมาล้าง
ด้วยน้ำสะอาดให้สะอาด สัก 3 รอบ ล้างให้ฟองไฮเตอร์หายนะครับ
ขั้นที่ 3 : นำคัตเตอร์ที่ทำความการฆ่าเชื้อแล้ว นำไปตัดหั่นลำ โดยให้หั่น 2 – 3 ลำ และควรมีรากติดไปด้วยเพื่อให้ไม้ที่หั่นฟื้นตัวเร็วขึ้น

ภาพที่ 2 : ควรหั่นให้มีลำมากกว่า 2 ลำ เพื่อให้กล้วยไม้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
ขั้นที่ 4 : นำปูนแดงทาแผลบริเวณที่ถูกตัด เพื่อให้แผลแห้งเร็วขึ้น และเป็นการปิดทางเข้าออกของเชื้อโรค ถ้ารากขาดก็ทาปูนแดง
ที่ที่รากด้วยครับ บางที่เค้าจะตัดรากเก่าออกให้หมด แต่ผมไม่นิยมตัดครับ…

ภาพที่ 3 : ลำที่หั่นแล้วนำปูนแดงทาบริเวณแผล สังเกตว่าผมยังปล่อยให้มีรากติดอยู่บ้าง
กรณีที่เราไม่ต้องการให้ไม้ที่เราต้องการจะหั่น โทรมมากนัก อาจจะใช้กาบมะพร้าว มามัดติดไว้ข้างลำที่เราต้องการจะแบ่ง
เพื่อให้รากมายึดตัดกาบมะพร้าว ดังรูปนะครับ (ส่วนการแบ่งลำก็ทำตามขั้นที่ 2 – 3 ได้เลยครับ)

ภาพที่ 4 : การนำกาบมะพร้าวมาช่วยในการแบ่งลำ
ขั้นที่ 5 : ลืมบอกไปครับว่า ให้ทาปูนแดงกับต้นแม่ที่เราแบ่งมาด้วยครับ ดังรูป จะเห็นว่าผมทาเยอะมาก ๆ อิอิ กลัวเชื้อโรคเข้าน่ะครับ

ขั้นที่ 6 : นำลำที่ตัดไปผึ่งตะกร้าไว้ให้แห้ง ไว้ใต้โรงเรือนเพื่อพักฟื้น (รอเวลาว่าง อิอิ) อาจจะปลูกทันทีเมื่อปูนแห้ง อาจงดน้ำสักพัก
เพื่อให้ปูนแห้งครับ สัก 1 – 2 วัน หรือว่าอาจจะพักไว้อย่างนั้นจนกว่ารากจะงอกออกมาก็ได้ครับ

ภาพที่ 6 : แสดงการนำแคทรียาที่หั่นลำไปผึ่งตะกร้าไว้ในโรงเรือน (ต้องใช้สีดำเซนเซอร์เพราะโรงเรือนรกมาก ๆ อิอิ)
ขั้นที่ 7 : นำแคทรียาที่หั่นลำแล้วไปปลูก อาจจะใช้เครื่องปลูกเป็น มะพร้าวมัดตุ้ม ,มะพร้าวสับ(พอมันยุบก็ใส่ถ่านทุบไปแทน) ,ถ่านทุบ
หินภูเขาไฟ , หรืออย่างอื่น ๆ ก็ได้ ตามสภาพแวดล้อมของท่าน หรืออาจจะใช้หลาย ๆ แบบเพื่อเปรียบเทียบดูว่า สภาพแวดล้อมของเรา
ต้องใช้เครื่องปลูกแบบไหน ส่วนของผม ถ่านทุบผสมกับมะพร้าวสับ น่าจะเหมาะ เพราะผมรดน้ำบ่อย อิอิ ชอบรดน้ำง่ะ

ภาพที่ 7 : นำแคทที่หั่นลำไปปลูก ในรูปเป็นกาบมะพร้าวสับ จะเห็นว่ารากเดินดีแล้ว เริ่มมีลำใหม่ ขึ้นมาแล้ว
และตอนนี้มะพร้าวสับเริ่มยุบตัว คงจะเสริมไปด้วยถ่านทุบครับ
คงพอจะได้แนวทางบ้างนะครับ นำไปปรับใช้ให้เข้ากับตัวเองนะครับผม…
สาเหตุที่แคทลียาแทงซองหลอก
March 9, 2009 by กล้วยไม้
Filed under เทคนิคการปลูกเลี้ยง
สาเหตุที่แคทลียาแทงซองหลอก
1. ฤดูกาล คัทลียาจะออกดอกตามฤดูกาล โดยเกิดจากความผิดปกติที่ทำให้คัทลียาหลงฤดูกาล แทงซองหลอกทิ้งไว้
แล้วก็แทงหน่อใหม่ออกมา ซึ่งอาจเกิดจากการได้รับแสงผิดปกติไปจากฤดูกาลที่ควรเป็น โดยปกติแล้วคัทลียาบางชนิดจะออกดอกในช่วงที่กลางวันสั้น กลางคืนยาว แต่ถ้าคัทลียาต้นนั้น ได้รับแสงสว่างเพิ่มขึ้นในตอนเย็น ไม่ว่าจะเป็นแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่โรงเรือนหรือจากอาคารบ้านเรือนก็ตาม แสงสว่างส่องไปถึงคัทลียาที่แขวนอยู่ ทำให้คัทลียาหลงเวลาได้
่คัทลียาบางต้นก็แทงซองทุกครั้งที่มีลำใหม่ออกมา แต่ไม่ออกดอก ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่ามันยังไม่ถึงฤดูกาลให้
ออกดอก และไม่ควรฉีกซองทิ้งเพราะคัทลียาบางต้นจะออกดอกทุกลำที่แทงซองไว้เมื่อถึงฤดูกาลของมัน ซึ่งเรามักจะเรียกว่า การเทดอกออกมา ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมัน
2. ปุ๋ย การให้ปุ๋ยผิดแทนที่จะออกดอกก็กลายเป็นออกหน่อมาแทน เช่นการให้ปุ๋ยสูตรเสมอในช่วงหน้าฝนนั้น
จะทำให้ได้รับไนโตรเจนมากเกินพอดี เพราะในน้ำฝนมีไนโตรเจนอยู่ส่วนหนึ่ง ต้นไม้ทุกชนิดจะได้รับไนโตรเจนได้ก่อนฟอสเฟต และโปแตสเซียม การได้รับปุ๋ยที่มีไนโตรเจนบวกกับไนโตรเจนจากน้ำฝน ทำให้คัทลียาได้รับไนโตรเจนมาก เกิดการแทงซองแล้วไม่ออกดอก เนื่องจากการทำงานของฟอสเฟตนั้นช้ากว่าไนโตรเจน แต่ก็มีบางต้นที่แทงหน่อแล้วแทงตาดอกออกมาในภายหลัง แสดงว่าคัทลียามีการสะสมอาหารไว้ในต้นไม่พร้อมกัน ไนโตรเจนมีมากกว่าฟอสเฟตและโปแตสเซียม แต่ไนโตรเจนถูกนำไปใช้ได้ก่อนและหมดเร็ว เมื่อใช้ไปได้ระยะหนึ่งและไม่มีการเติมไนโตรเจนเพิ่มเข้าไปอีก ฟอสเฟตก็จะไปกระตุ้นให้เกิดตาดอก แต่เป็นการออกดอกที่ผิดจังหวะ ทำให้ดอกออกมาไม่สมบูรณ์
3. ความผิดปกติของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่นเมื่อถึงฤดูฝนแล้วฝนไม่ตก อากาศร้อนอบอ้าวเกินไป หรือเมื่อ
ถึงฤดูหนาวแต่ไม่หนาว ก็ทำให้คัทลียาไม่ออกดอกได้เหมือนกัน หรือออกดอกมาไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ส่วนความผิดปกติจากผู้เลี้ยงเอง เช่นการย้ายที่ปลูกจากรังหนึ่งไปอีกรังหนึ่งในขณะที่คัทลียาแทงซอง บางครั้งก็อาจจะกระทบกระเทือนการออกดอกได้เช่นกัน ยิ่งถ้าย้ายข้ามจังหวัดแล้ว สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป ทำให้คัทลียาปรับตัวไม่ทัน มันก็จะชงักการออกดอกไปได้ หรืออีกกรณีหนึ่งที่ไม่มีการย้ายที่ปลูกแต่อย่างใด แต่มีสิ่งปลูกสร้างวางขวางทิศทางลม ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่าอับลม ก็ทำให้คัทลียาไม่ออกดอกได้เหมือนกัน ซึ่งจะอยู่ในลักษณะที่เลี้ยงไม่โต แต่ไม่ตาย
TJorchid ขอขอบคุณ http://www.benorchid.com ด้วยนะครับ สำหรับความรู้ดี ๆ ครับผม
ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้
February 24, 2009 by กล้วยไม้
Filed under เกี่ยวกับกล้วยไม้
ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้ โดย ดร.วีระชัย ณ นคร และ นางสาวสุรางค์รัชต์ อินทะมุสิก : องค์การส่วนพฤษศาสตร์
ลักษณะที่บอกให้รู้ว่าเป็นกล้วยไม้
กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีทั้งที่ชอบความชุ่มชื้นและที่ทนแล้ง ให้ดอกที่มีสีสันสวยงามแปลกตา มีขนาด รูปร่างและลักษณะหลากหลายเป็นอันมาก เป็นพืชที่มีวิวัฒนาการและการปรับตัวอย่างสูงในหลายรูปแบบ เช่น สามารถเก็บน้ำและอาหารไว้ในส่วนต่างๆ ของลำต้นเพื่อใช้ในภาวะวิกฤติ สามารถพัฒนาอวัยวะที่เกี่ยวกับการ ผสมเกสรให้เหมาะสมกับพาหะต่างๆ อีกทั้งยังสามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ ทำให้ สามารถกระจายพันธุ์ได้ในทุกภูมิภาคของโลกดำรงชีวิตอยู่รอดและเจริญเผ่าพันธุ์ได้แม้ในสภาพธรรมชาติ วิกฤติที่ไม่เอื้ออำนวยต่อพืชชนิดอื่น ลักษณะภายนอกของกล้วยไม้ เป็นสิ่งที่สำคัญ เพียงพอสำหรับการจำแนกกล้วยไม้ออกจากพืชวงศ์อื่น เนื่องจากมีหลายๆ ลักษณะที่โดดเด่นและแตกต่าง จากพืชชนิดอื่นๆ อย่างชัดเจน อาทิ รูปทรงของลำต้น ใบ ดอก ทั้งส่วนประกอบ ขนาด รูปร่าง สี และกลิ่น รูปร่าง ของฝัก เมล็ดที่มีขนาดเล็กเป็นฝุ่น ตลอดจนระบบราก หรือแม้แต่ถิ่นอาศัย ฯลฯ ที่ล้วนแต่แตกต่างกันไปนั้น สามารถใช้เป็นลักษณะสำคัญในการจำแนกกล้วยไม้ ออกจากพืชวงศ์อื่นได้อย่างชัดเจน
การแบ่งกลุ่มกล้วยไม้ตามลักษณะที่ขึ้นอยู่ ในสภาพธรรมชาติ
กล้วยไม้ไทยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มตาม สถานที่ขึ้นอยู่อย่างง่ายๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มกล้วยไม้อิงอาศัย (epiphytic orchids) ซึ่งมี จำนวนประมาณ 65% ของกล้วยไม้ทั้งหมด ได้แก่ กล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium spp.) สกุลหวายแดง (Renanthera spp.) สกุลฟ้ามุ่ย (Vanda spp.) ฯลฯ และกลุ่มกล้วยไม้ดิน (terrestrial orchids) ประมาณ 35% อาทิ สกุลปัดแดง (Habenaria spp.) สกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) สกุลเอื้องดินใบหมาก (Spathoglottis spp.) นอกจากนี้ในกลุ่มของกล้วยไม้ดินยังสามารถจำแนกย่อยเฉพาะออกไปได้อีกเป็น กล้วยไม้กินซาก (saprophytic orchids) เช่น สกุลเถาวัลย์พันดง (Galeola spp.) สกุลกล้วยปลวก (Aphyllorchis spp.) นอกจากนี้และยังพบกล้วยไม้ที่ขึ้น บนหิน (lithophytic orchids) ซึ่งมีทั้งที่เป็นกล้วยไม้ดิน และกล้วยไม้อิงอาศัย เช่น สกุลม้าวิ่ง (Doritis spp.) ฯลฯ การที่กล้วยไม้สามารถขึ้นอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ แตกต่างกันนี้ เนื่องจากมีวิวัฒนาการ และการปรับตัว ได้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมนั้นๆ มาเป็นเวลานาน จึงมี ระบบราก ลำต้น ใบ ดอก ฝัก เมล็ด ตลอดจนลักษณะ การเจริญเติบโตฯลฯ ที่ผิดแผกแตกต่างกันออกไป
การแบ่งกลุ่มกล้วยไม้ตามลักษณะการเจริญเติบโต กล้วยไม้สามารถจัดแบ่งตามลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้น ได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีการเจริญทางยอด และ กลุ่มที่มีการเจริญทางข้าง กลุ่มที่มีการเจริญทางยอด (monopodial) ได้แก่ ชนิดที่มีลำต้นชัดเจนแล้วเจริญขยายทางปลายยอดด้านเดียว อาทิ สกุลเข็ม (Ascocentrum spp.) สกุลกุหลาบ (Aerides spp.) สกุลพญาไร้ใบ (Chiloschista spp.) สกุลตีนเต่า (Gastrochilus spp.) สกุลหวายแดง (Renanthera spp.) สกุลไอยเรศ (Rhynchostylis spp.) สกุลเสือโคร่ง (Staurochilus spp.) และสกุลพลูช้าง (Vanilla spp.) ที่มีลำต้นยืดยาวออกไปได้หลายสิบเมตร ก็เจริญเติบโตด้วยวิธีนี้ กลุ่มที่มีการเจริญทางข้าง (sympodial) ได้แก่ กล้วยไม้ที่มีเหง้า ส่วนทอดเลื้อยหรือไหล เมื่อต้นเจริญเต็มที่แล้ว ก็สามารถแตกต้นใหม่หรือหน่อใหม่จากโคนกอหรือตามลำข้อ อาทิ สกุลหางแมงเงา (Appendicula spp.) สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลน้ำต้น (Calanthe spp.) สกุลกะเรกะร่อน (Cymbidium spp.) สกุลหวาย ( Dendrobium spp.) และว่านเพชรหึง (Grammatophyllum speciosum) ที่มีลำต้นใหญ่คล้ายลำอ้อย ฯลฯ
ราก เป็นลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของกล้วยไม้ที่แตกต่างจากพืชชนิดอื่นชัดเจน โดยรากของกล้วยไม้มีลักษณะอวบน้ำ ส่วนใหญ่ที่เป็นรากอากาศนั้นจะไม่มีรากฝอย แต่มักมีเนื้อเยื่อหุ้มด้านนอกหนาคล้ายเป็นนวม เรียกว่า เวลาเมน (velamen) ซึ่งประกอบด้วยส่วนเนื้อเยื่อของเซลล์ที่ตายแล้ว มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ จึงสามารถดูดซับน้ำและแร่ธาตุ เข้าไปยังภายในเซลล์ของรากกล้วยไม้ได้ สามารถช่วยป้องกันการระเหยของน้ำในรากและการผ่านเข้าออกของ จุลินทรีย์ ซึ่งลักษณะของรากแบบนี้จะพบได้ทั้งในกล้วยไม้อิงอาศัยและกล้วยไม้ดิน นอกจากนี้ รากของกล้วยไม้ยัง สามารถพัฒนาไปทำหน้าที่อื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น การยึดเกาะ การดูดซับน้ำและความชื้นในอากาศ การสะสมอาหาร การสังเคราะห์อาหารด้วยแสง และเปลี่ยนเป็นหัวใต้ดินหรือไหลช่วยในการขยายพันธุ์
กล้วยไม้มีระบบรากคล้ายกับพืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั่วไป แต่ได้มีการปรับตัวให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิต สภาพ แวดล้อม และถิ่นอาศัยที่กล้วยไม้นั้นขึ้นอยู่ อาทิ กล้วยไม้ดินบางชนิดมีรากช่วยสะสมอาหาร เช่น สกุล ว่านแผ่นดินเย็น (Nervilia spp.) สกุลนางอั้ว (Habenaria spp.) และสกุลนางตาย (Peristylus spp.) ฯลฯ หรือที่มีลักษณะเป็นหัวใต้ดิน คล้ายเหง้าหรือไหล ได้แก่ว่านจูงนาง (Geodorum spp.) บางชนิดในสกุลว่านช้างผสมโขลง (Eulophia spp.) และบางชนิดมีรากแตกออกเป็นกระจุกที่โคนลำต้น เช่น สกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum spp.) และสกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) ฯลฯ
รากของกล้วยไม้อิงอาศัยเป็นรากอากาศ ไม่มีหน้าที่ในการสะสมอาหาร ทำหน้าที่หลักสำหรับการเกาะยึด แลกเปลี่ยนก๊าซ เพื่อการหายใจและช่วยทำหน้าที่สังเคราะห์อาหารด้วยแสง เช่น สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) ฯลฯ หลายชนิดมีรากอากาศแข็งแรง แตกออกเดี่ยวๆ ตามข้อใกล้โคนต้น ช่วยหยั่งยึดและพยุงลำต้น เช่น สกุลเข็ม (Ascocentrum spp.) สกุลไอยเรศ (Rhynchostylis spp.) สกุลเสือโคร่ง (Staurochilus spp.) สกุลฟ้ามุ่ย (Vanda spp.) นอกจากนี้ยังมีอีกหลายชนิดที่มีลำต้นและใบลดรูป มีเพียง รากที่ทำหน้าที่หลักทุกอย่าง ทั้งการยึดเกาะ สร้างอาหาร ดูดซับความชื้น และแลกเปลี่ยนก๊าซ ได้แก่ สกุลพญาไร้ใบ (Chiloschista spp.) และสกุลเอื้องตีนตืด (Taeniophyllum spp.) ฯลฯ
ลำต้นหรือลำลูกกล้วย กล้วยไม้หลายชนิด ได้ปรับโครงสร้างลำต้นให้เหมาะสมสำหรับการพยุงลำต้น การเก็บสะสมน้ำและอาหารเพื่อใช้ในสภาวะวิกฤติ โดยมีลำต้นโป่งพองหรือคล้ายอวบน้ำ เรียกว่า ?ลำลูกกล้วย? (pseudobulb) และอวัยวะส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องเผชิญหรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมนานาประการโดยตรง จึงต้องมีการปรับตัวให้เหมาะสม โดยพัฒนาเนื้อเยื่อภายในเป็นใยยาวและเหนียวหรือเป็นเสี้ยน ให้มีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นเหมาะสม กับที่ต้องถูกพัดด้วยแรงลม และให้สามารถทำหน้าที่สะสมน้ำและอาหารได้ ส่วนบริเวณผิวนอกจะมีไขเคลือบหนา เพื่อลดการสูญเสียน้ำ และส่วนใหญ่มีสีเขียวของคลอโรฟีลล์ ทำให้สามารถสังเคราะห์ อาหาร ด้วยแสงได้อีกด้วย ลำต้นกล้วยไม้มีความผิดแผกกันไปทั้งขนาดและรูปร่าง ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดพันธุ์และสภาพแวดล้อม ที่กล้วยไม้นั้นขึ้นอาศัยอยู่ กล้วยไม้ไทยบางชนิดมีขนาดลำต้นเล็กเพียงประมาณ 1-2 มิลลิเมตร อาทิ สิงโตไข่ปลา (Bulbophyllum moniliforme) และเอื้องไข่ปลาดุก (Bulbophyllum subtenellum) หรือที่มีลำลูกกล้วยคล้าย รูปน้ำเต้าทรงสูง เช่น เอื้องข้าวเหนียวลิง (Calanthe rosea) หรือเป็นข้อๆ ต่อกันชัดเจน เช่น เอื้องลำต่อ (Pholidota articulata) จนถึงขนาดลำต้นยาว 2-5 เมตร เช่น ว่านเพชรหึงหรือหางช้าง (Grammatophyllum speciosum) ซึ่งแตกลำ เป็นกอใหญ่ขึ้นอยู่ตามคาคบไม้และจัดว่าเป็นกล้วยไม้ที่มีขนาดลำต้นใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีกล้วยไม้ ที่มีลำต้นเป็นเถาเลื้อยยาวได้ถึง 10-30 เมตร ได้แก่ พลูช้าง (Vanilla siamensis) กล้วยไม้ดินที่ไม่มีหัวหรือเหง้าสะสมอาหาร มักจะมีส่วน ลำต้นสั้น ไม่อวบอ้วน มีใบแผ่กว้างเพื่อเพิ่มพื้นที่รับแสง เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) และว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) หลายชนิดมีลำต้นใต้ดินหรือเหง้า สำหรับการสะสมน้ำและอาหาร เช่น สกุลว่านจูงนาง (Geodorum spp.) และสกุลช้างผสมโขลง (Eulophia spp.) และอีกหลายๆ สกุลมีลำต้นอวบอ้วนเป็นลำลูกกล้วย เช่น สกุลเอื้อง น้ำต้น (Calanthe spp.) สกุลเอื้องลำไห (Plocoglottis spp.) สกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) สกุลเอื้องดินลาว (Spathoglottis spp.) และว่านพร้าว (Anthogonium gracile) ส่วนชนิดที่ลำต้นสูงเรียว มีโครงสร้างที่เป็นแกนภายในประกอบ ด้วยเส้นใยยาวเหนียวหรือเป็นเสี้ยนที่ช่วยเสริมให้ลำต้น ยืดหยุ่นและ แข็งแรง ได้แก่ เอื้องดินใบไผ่ (Arundina graminifolia) เอื้องลิลา (Corymborkis veratrifolia) และสกุลเอื้องพร้าว (Phaius spp.) ฯลฯ กล้วยไม้อิงอาศัยไม่มีรากหรือเหง้าที่ช่วยสะสมอาหาร แต่มีส่วนของลำต้นได้ช่วยทำหน้าที่นี้ จึงมัก อวบป่อง เป็นลำลูกกล้วยหรือลำยาวอวบอ้วน เช่น สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) สกุลก้านก่อ (Eria spp.) และโดยเฉพาะในสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) หลายชนิดมีลำลูกกล้วยหลายลูกชัดเจนและ มีไหลเชื่อมต่อกัน ใบและการเรียงตัวของใบ หน้าที่หลักของใบ คือ การสังเคราะห์อาหารด้วยแสง ตลอดจนแลกเปลี่ยนก๊าซที่เกิดขึ้น ขณะดำเนินกระบวนการต่างๆ ภายในต้น ดังนั้นใบของกล้วยไม้ส่วนใหญ่จึงมีสีเขียวของรงควัตถุ คลอโรฟีลล์ และมีลักษณะที่ผ่านการปรับตัวขั้นสูงเพื่อช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน เช่น มีใบที่อวบหนาเพื่อเก็บสะสมน้ำ ไว้ใช้อย่างเพียงพอและมีสารไขเคลือบหนาที่ผิวใบเพื่อช่วย ลดการคายน้ำ นอกจากนี้ กล้วยไม้ยังสามารถสังเคราะห์อาหาร ด้วยแสงได้โดยวิธีพิเศษ คือวิธี Crassulacean acid metabolism (CAM) กล้วยไม้ดินบางกลุ่มที่ขึ้นอยู่ตามที่ร่มชื้นหรือป่าดงดิบที่มีแสงน้อย จะเพิ่มพื้นที่รับแสงโดยมีแผ่นใบกว้าง มีลวดลายและสีสันผิดแผกไป เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) ว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) และนางลับแล (Mischobulbum wrayanum) ฯลฯ
ใบของกล้วยไม้มีรูปร่างต่างๆ หลายรูปแบบ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญคือ แผ่นใบ และกาบใบ แผ่นใบ (leaf blade) มีหลายรูปแบบและหลายลักษณะ ทั้งที่เป็น แผ่นบางซึ่งส่วนใหญ่พบในกลุ่มกล้วยไม้ดิน หรือเป็นแผ่นหนา อวบน้ำ เช่น สกุลเขี้ยวแก้ว (Trias spp.) หรือคล้ายแท่งกลม เช่น สกุลงูเขียว (Luisia spp.) สกุลเอื้องโมกข์ (Papilionanthe spp.) และหลายๆชนิดในสกุลก้างปลา (Cleisostoma spp.) หรือเป็นแผ่นกว้างแผ่ และค่อนข้างหนาเหนียว ซึ่งพบในกล้วยไม้ทั่วไป เช่น เอื้องแมลงปอ (Arachnis flosaeris) และสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) หรือใบลดรูปมีขนาดเล็กเป็นเส้น เช่น สกุลพญาไร้ใบ (Chilochista spp.) กล้วยไม้ส่วนใหญ่มีใบสีเขียวแต่ในกล้วยไม้ดินบางสกุลมีใบ สีเข้มเกือบดำ เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) ว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) หรือใบสีน้ำตาลอ่อนอมเขียว เช่น สกุลนางแอบ (Nephelaphyllum spp.) กล้วยไม้หลายๆ ชนิดมีการทิ้งใบเป็นช่วงสั้นๆ ในฤดูแล้ง หรือในระยะให้ดอก เช่น สกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) สกุลเอื้องน้ำต้น (Calanthe spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และอีกหลายๆชนิดมีใบปรากฏอยู่ตลอดปี แต่กล้วยไม้กินซาก จะไม่มีใบหรือลดรูปจนสังเกตได้ไม่ชัดเจน การเรียงตัวของเส้นใบ ส่วนใหญ่เกือบจะทั้งหมดเป็น แบบเส้นขนานแต่มีหลายชนิดที่เป็นแบบร่างแหชัดเจน โดยเฉพาะ กล้วยไม้ดิน เช่น สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) สกุลประกายพรึก (Cheirostylis spp.) และว่านน้ำทอง (Ludisia discolor) ฯลฯ กาบใบ (leaf sheath) คือส่วนหนึ่งของใบที่อยู่ต่อจากแผ่นใบ ทำหน้าที่ห่อหุ้ม ป้องกันลำต้นและยึดใบไว้กับลำต้น บางชนิดหลุดร่วง ไปเมื่อใบสมบูรณ์เต็มที่ บางชนิดก็มีปรากฏอยู่จนกระทั่งใบร่วง จำนวนใบที่พบส่วนใหญ่มีหลายใบ ออกเรียงสลับกันตลอดลำต้นและแน่นทางปลายยอด เช่น สกุลหวาย (Dendrobium spp.) หรือบางชนิดมีเพียงใบเดียวต่อหนึ่งยอดซึ่งมักจะพบในกล้วยไม้ที่มีขนาดเล็ก เช่น สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) บางสกุลมี 2 ใบต่อหนึ่งยอด เช่น สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) บางสกุลมีใบ 3-5 ใบ เช่น สกุลก้านก่อ (Eria spp.) ฯลฯ ช่อดอกและการเรียงตัวของดอก เมื่อเจริญสมบูรณ์เต็มที่ กล้วยไม้จะสร้างดอกเพื่อสืบพันธุ์ จุดที่ช่อดอกแตกออกมานั้น มีทั้งจากปลายยอด จากซอกใบใกล้ปลายยอด จากข้อตามลำต้น หรือที่โคนข้างลำต้น ช่อดอกมีทั้งที่เป็นช่อหรือดอกเดี่ยว ลักษณะ ช่อดอกมีทั้งตั้งขึ้นจนถึงห้อยลง กล้วยไม้ดินโดยส่วนใหญ่จะออกดอกเป็นช่อจากปลายยอด ได้แก่ สกุลนางอั้ว (Habenaria spp.) สกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum spp.) สกุลนางอั้วสาคริก (Pecteilis spp.) สกุลนางตาย (Peristylus spp.) ที่ออกดอกตามข้อใกล้ปลายยอด อาทิ เอื้องลิลา (Corymborkis veratrifolia) บางชนิดในสกุลเอื้องพร้าว (Phaius spp.) หรือบางชนิดออกดอกจากโคนลำต้นหรือข้างลำลูกกล้วย เช่น สกุลนกแก้วปากหงาย (Acanthephippium spp.) สกุลเอื้องน้ำต้น (Calanthe spp.) และสกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) ฯลฯ กล้วยไม้อิงอาศัยที่มีการเจริญทางยอด ส่วนใหญ่แตกช่อดอกออกตามข้อ โดยออกตรงข้ามกับใบ เช่น สกุลงูเขียว (Luisia spp.) สกุลเอื้องแมงมุม (Thrixspermum spp.) หรือออกตามซอกใบ เช่น สกุลเข็ม (Ascocentrum spp.) สกุลฟ้ามุ่ย (Vanda spp.) กล้วยไม้อิงอาศัยที่มีการเจริญทางข้าง จะแตกช่อดอกได้หลายจุด เช่น ออกเป็นช่อจากโคนลำลูกกล้วย ได้แก่ สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลกระสวย (Panisia spp.) สกุลกะเรกะร่อน (Cymbidium spp.) ฯลฯ หรือที่เป็นดอกออกเดี่ยวๆ จากโคนลำลูกกล้วย เช่น บางชนิดในสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) หรือออกดอกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อตามข้อใกล้ปลายยอดหรือที่ปลายยอด เช่น สกุลเอื้องหมาก (Coelogyne spp.) สกุลเอื้องกว่าง (Epigeneium spp.) สกุลเอื้องลำต่อ (Pholidota spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และสกุลก้านก่อ (Eria spp.) ลักษณะช่อดอกส่วนใหญ่เป็นแบบช่อกระจะ (raceme) เช่น สกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลประกายพรึก (Cheirostylis spp.) สกุลกะเรกะร่อน (Cymbidium spp.) สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และสกุลแมงมุม (Thrixspermum spp.) หรือช่อแยกแขนง (panicle) เช่น บางชนิดในสกุลช้างดำ (Pomatocalpa spp.) บางชนิดในสกุลเอื้องจิ๋ว (Schoenorchis spp.) หรือช่อดอกคล้ายรูปพัดซึ่งพบในสกุลพัดโบก (Cirrhopetalum spp.) หรือช่อเป็นกระจุกแน่น (capitulum, head) เช่น บางชนิดในสกุลสิงโต (Bulbophyllum spp.) สกุลว่านจูงนาง (Geodorum spp.) หรือที่เป็นดอกเดี่ยว เช่น สิงโตสยาม (Bulbophyllum siamense) ฯลฯ ดอก กล้วยไม้เป็นพืชสมบูรณ์เพศ (hermaphrodite) มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ลักษณะดอกกล้วยไม้ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดที่ใช้ในการจำแนกหรือตรวจหาชื่อวิทยาศาสตร์ของกล้วยไม้ แต่ละชนิด ถึงแม้ว่าจะมีความหลากหลายทั้งในด้านสีสัน รูปร่าง ขนาด และกลิ่น ฯลฯ แต่โครงสร้างที่เป็นส่วน ประกอบหลักของดอกกล้วยไม้จะคล้ายคลึงกัน กล้วยไม้ส่วนใหญ่มีแมลงเฉพาะชนิดเป็นพาหะในการถ่ายละอองเรณูและผสมเกสร มีทั้งผึ้ง ผีเสื้อกลางวัน ผีเสื้อกลางคืน แมลงปีกแข็ง และยุง ฯลฯ จึงมีการปรับตัวเพื่อให้พาหะเหล่านั้นเข้ามาผสมเกสรได้โดยง่าย นอกจากลักษณะโดยทั่วไปแล้ว รูปร่าง สี กลิ่นและการสร้างน้ำหวานในดอก ตลอดจนการปรับองศาของดอก ให้ตั้งในระดับต่างๆ ล้วนเป็นวิวัฒนาการอย่างสูงของกล้วยไม้ เพื่อให้แมลงเฉพาะชนิดมาผสมเกสรได้อย่างเหมาะสม
ภาพลักษณะและส่วนประกอบของดอกกล้วยไม้ :
ส่วนประกอบที่สำคัญของดอกกล้วยไม้ได้แก่: กลีบเลี้ยง (sepal) คือกลีบที่อยู่ชั้นนอกสุดหรือด้านหลังสุด ทำหน้าที่ห่อหุ้มส่วนประกอบอื่นของดอกไว้ ขณะที่ดอกตูม โดยส่วนใหญ่แล้ว กลีบเลี้ยงของกล้วยไม้มีจำนวน 3 กลีบ รูปร่างและสีสันค่อนข้างคล้ายคลึงกัน ยกเว้นในกลุ่มรองเท้านารีมีกลีบเลี้ยง 2 กลีบ กลีบดอก (petal) คือวงกลีบชั้นในถัดจากกลีบเลี้ยง จำนวน 3 กลีบ มีกลีบหนึ่งเปลี่ยนรูป และสีสันแตกต่าง ออกไป เรียกว่า กลีบปากหรือกลีบกระเป๋า (lip, labellum) มักพบกลุ่มเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สร้างสารให้กลิ่น หรือผลิตน้ำหวานจะอยู่ที่ส่วนฐานของกลีบปากนี้ เส้าเกสร (column) เป็นส่วนประกอบที่อยู่ตรงกลางดอก เกิดจากการหลอมรวมกันของก้านเกสรเพศผู้ และ ก้านเกสรเพศเมีย ตำแหน่งของกลุ่มเรณู (pollinium) อยู่ด้านบน และยอดเกสรเพศเมีย (stigma) ที่ส่วนใหญ่ เปลี่ยนลักษณะแผ่ออกเป็นแอ่งใสและ เหนียวอยู่ด้านหน้าโดยมีจงอยเล็ก (rostellum) เป็นส่วนกั้น ในกล้วยไม้บางกลุ่ม เช่น สกุลหวาย (Dendrobium spp.) หรือสกุลก้านก่อ (Eria spp.) ส่วนโคนของเส้าเกสรจะยืดยาวออกไปอย่างชัดเจน ที่เรียกว่า ?column foot? จงอยเล็ก (rostellum) คือจงอยเกสรเพศเมีย ทำหน้าที่กั้นแบ่งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียไม่ให้เกิดการถ่าย เรณูในต้นเดียวกัน (self-pollination) และมีการปรับตัวเป็นพิเศษในธรรมชาติ คือ หากดอกไม่ได้รับการผสมหรือ ถ่ายเรณูข้ามดอก (cross-pollination) ในช่วงสุดท้ายเมื่อดอกใกล้โรย จงอยส่วนนี้จะเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว จนกลุ่มเรณู สัมผัสกับยอดเกสรเพศเมียและเกิดการผสมในดอกเดียวกันได้
เกสรเพศผู้ (stamen) ประกอบด้วย กลุ่มเรณู (pollinium) และฝาครอบกลุ่มเรณู (anther cap, operculum) กลุ่มเรณู (pollinium) คือลักษณะละอองเรณูของเกสรเพศผู้ที่อยู่รวมกัน คล้ายก้อนขึ้ผึ้ง รูปร่างอาจเป็นรูปกลม รูปรี คล้ายถุงบางใสหรือขาวขุ่น หรือเป็นเกล็ดเล็กๆจำนวนมาก ติดอยู่บนก้านรองกลุ่มเรณูสั้นๆ (stipe) หรือ บางชนิดไม่มีก้าน เช่น ในสกุลหวาย (Dendrobium spp.) ส่วนใหญ่ที่ปลายก้านจะมีติ่งเหนียว (viscidium) ติดอยู่ ทำหน้าที่คล้ายกาวช่วยยึดกลุ่มเรณูให้สามารถเกาะติดกับพาหะถ่ายเรณู (pollinator) ได้โดยง่าย กลุ่มเรณู โดยทั่วไปจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบนก้านรองสั้นๆ เรียกรวมๆว่า ชุดกลุ่มเรณู (pollinaria) ฝาครอบกลุ่มเรณู (anther cap, operculum) คือส่วนประกอบที่อยู่บนสุดของเส้าเกสร ทำหน้าที่บังหรือห่อหุ้ม กลุ่มเรณู ทำให้เกิดการผสมได้อย่างมีประสิทธิภาพเฉพาะพาหะที่เหมาะสมโดยสามารถเปิดได้ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม หรือแรงจากภายนอกมากระทบ เกสรเพศเมีย (pistil) ประกอบด้วยส่วนของยอดเกสรเพศเมียและรังไข่ โดยยอดเกสรเพศเมีย (stigma) เป็นแอ่งขนาดเล็กโดยทั่วไปมีลักษณะผิวฉาบบางๆ ด้วยน้ำหวานที่มีลักษณะใสเหนียว อยู่บริเวณด้านหน้าของเส้าเกสร รังไข่ (ovary) อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าส่วนของวงกลีบดอก (inferior ovary) หรืออยู่ด้านหลังส่วนใหญ่ มีลักษณะแคบยาวโดยฝังตัวอยู่ใน ก้านดอกใกล้กับโคนดอก ก้านดอก (peduncle) คือส่วนที่ทำหน้าที่ชูดอกและยึดดอกย่อยให้ติดกับก้านช่อดอก กล้วยไม้บางชนิด ไม่มีก้านดอก หรือขนาดสั้นมากจนดูไม่คล้ายเป็นก้านดอก ฝักและเมล็ด
เมื่อไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว รังไข่จะเจริญเป็นผล ผลของกล้วยไม้เรียกว่า ฝัก (pods) ซึ่งมีรูปร่างหลากหลาย ทั้งรูปทรงกระบอกยาว รูปกลม รูปไข่หรือรูปรี เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อฝักแก่ เมื่อแห้งหรือแก่จัดจะแตกออกตามยาว การติดฝักหรือที่เรียกว่าถือฝักของกล้วยไม้นั้นจะมีช่วงยาวนานไม่เท่ากัน เช่น สกุลเอื้องดินใบหมาก (Spathoglottis spp.) ประมาณ 1-2 เดือน สกุลหวาย (Dendrobium spp.) และสกุลเอื้องพร้าว (Phaius spp.) 4-12 เดือน สกุลฟ้ามุ่ยและสามปอย (Vanda spp.) 16-18 เดือน ฯลฯ จากปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ เป็นสาเหตุให้กล้วยไม้ต้องมีเมล็ดจำนวนมาก เพื่อให้มีบางส่วนสามารถเจริญ ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ เมล็ดกล้วยไม้จำนวนนับแสนหรือนับล้านเมล็ดเหล่านี้จะอัดแน่นอยู่ในฝัก เมื่อฝักแก่ และแตกออกจะมีเพียงไม่กี่เมล็ดที่จะปลิวและตกลงได้ในสถานที่เหมาะสมกับการงอกและเจริญเติบโตต่อไป 
เมล็ดกล้วยไม้ที่มีขนาดคล้ายแป้งหรือฝุ่นและมีจำนวนมากนี้ สามารถปลิวฟุ้งกระจายไปไกลด้วยลม แต่ภายในเมล็ดไม่มีอาหารสะสมสำหรับช่วยในการงอก จึงมีความสามารถในการงอกต่ำ ดังนั้นเมื่อปลิวไปแล้ว จึงต้องอาศัยแหล่งที่เมล็ดไปตกอยู่อย่างเหมาะสมจึงจะงอกได้ และเมื่อเริ่มงอกในเซลล์รากของต้นอ่อน ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก คือพวกไมคอร์ไรซา (mycorrhiza) อาศัยอยู่ จะช่วยทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรีย์สาร ทำให้เกิด กระบวนการสร้างอาหารเพื่อใช้สำหรับการงอก และเจริญเติบโตต่อไปจนเป็นต้นสมบูรณ์ และอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพา อาศัย (symbiosis) ไปจนตลอดอายุขัยของกล้วยไม้นั้น
ขอบพระคุณท่านอาจารย์ทั้งสองมากครับ ที่ให้ความรู้ดี ๆ ครับผม หวังว่าเพื่อน ๆ ชาวกล้วยไม้ของเราคงพอได้ความรู้เพิ่มเติมบ้างนะครับ
TJorchid

